Fast Company: F1 The Movie เร่งเครื่องรับซัมเมอร์ด้วยความเร็ว
แบรด พิตต์ กลับมานั่งหลังพวงมาลัยอีกครั้งใน F1 The Movie ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์สุดโฉบเฉี่ยวที่ความเร็วและสไตล์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในการพุ่งทะยานที่ไม่อาจหยุดยั้ง
Recommended Video
ห้องนักบินที่เท่ที่สุดในโลกภาพยนตร์
แม้ แบรด พิตต์ จะมีอายุมากขึ้น แต่ห้องนักบินไม่เคยดูเท่เท่านี้มาก่อน ใน F1 The Movie ผู้กำกับ โจเซฟ โคซินสกี (Top Gun: Maverick) กุมบังเหียนสร้างสรรค์สิ่งที่อาจเป็นภาพยนตร์ที่โฉบเฉี่ยวและกระหึ่มที่สุดของซัมเมอร์นี้
ด้วยฉากหลังในโลกแห่งความเร็วของฟอร์มูลาวัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยโลหะที่เป็นประกาย การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และการปะทะกันของอีโก้ที่ความเร็ว 300 ไมล์ต่อชั่วโมง นี่คือภาพยนตร์กีฬาที่เข้าใจแนวทางของตัวเองเป็นอย่างดี ดำเนินเรื่องตามขนบที่คุ้นเคย และสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งด้วยงบประมาณมหาศาล เลนส์ IMAX และการแสดงที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่งของ แบรด พิตต์
เนื้อเรื่องดำเนินตามสูตรสำเร็จที่คุ้นเคย เมื่อตำนานที่ร่วงโรยอย่าง ซอนนี เฮย์ส (แบรด) ถูกดึงตัวกลับมาจากการเกษียณเพื่อช่วยเหลือทีมสมมติที่กำลังประสบปัญหาอย่าง APXGP และเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักแข่งหน้าใหม่เลือดร้อนอย่าง โจชัว เพียร์ซ (แดมสัน อิดริส) เราเคยเห็นพล็อตเรื่องเกี่ยวกับการเป็นพี่เลี้ยง การไถ่บาป และการได้รับโอกาสครั้งที่สองมาแล้ว แต่ F1 The Movie รู้วิธีที่จะมอบความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างแม่นยำ
มากกว่าแค่ความเร็ว
การกำกับของโจเซฟนั้นเฉียบคมและลื่นไหล โดยหยิบยกเทคนิคเฉพาะตัวมาใช้สร้างสรรค์ฉากแข่งรถที่น่าประทับใจทั้งในแง่เทคนิคและอารมณ์ความรู้สึก ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในระบบ IMAX 1.90:1 ด้วยชุดกล้อง Sony Venice แบบเดียวกับที่ใช้ใน Maverick ทำให้คุณรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในห้องนักบินจริงๆ คุณจะได้สัมผัสกับการแข่งขันที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าในทุกการเปลี่ยนเกียร์และการเคลื่อนไหว อะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านอย่างแท้จริงจะทำให้คุณเหงื่อซึมที่ฝ่ามือและหัวใจเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมา
ในช่วงเวลาเหล่านั้น F1 แทบจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง คุณจะสัมผัสได้ถึงความเร็ว อันตราย และเสน่ห์อันน่าหลงใหลของเครื่องจักร เสน่ห์ของแบรดสะกดทุกสายตาบนหน้าจอ และดนตรีประกอบของ ฮันส์ ซิมเมอร์ ก็ช่วยปลุกเร้าอารมณ์ แต่การจัดวางองค์ประกอบของความเสี่ยงและความเปราะบางต่างหากที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูมีพลังอย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนแต่ละฉากให้กลายเป็นบัลเล่ต์แห่งการเคลื่อนไหว สำหรับแฟนภาพยนตร์อย่าง Gran Turismo หรือ Crash จะพบกับความลุ่มหลงที่คล้ายคลึงกันในการถ่ายทอดการเคลื่อนไหวและความรู้สึกที่กฎทางฟิสิกส์ถูกท้าทายภายใต้ความกดดัน
เติมเต็มจินตนาการ
ท่ามกลางความตื่นเต้นเร้าใจ F1 The Movie ยังให้ความสำคัญกับสุนทรียศาสตร์ที่ประณีต ทุกอย่างตั้งแต่โลโก้ของทีมสมมติไปจนถึงการสอดแทรกผู้สนับสนุนที่ดูโฉบเฉี่ยวล้วนผ่านการพิจารณาอย่างพิถีพิถัน ตัวอย่างเช่น IWC Schaffhausen แบรนด์ได้จัดเตรียมนาฬิกา Pilot’s Watch Performance Chronograph 41 ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ให้กับตัวละครนักแข่งหน้าใหม่ของแดมสัน และในขณะเดียวกันก็ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษสองรุ่นสำหรับวางจำหน่ายจริงในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าฉาย โดยแต่ละรุ่นจะมีตราสัญลักษณ์ APXGP ปั๊มทองอยู่ที่ฝาหลัง
ในขณะเดียวกัน Tommy Hilfiger ก็ร่วมสร้างกระแสด้วย แคมเปญที่มีแดมสันเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพลังแห่งการแข่งขันในภาพยนตร์ คอลเลกชัน APXGP นำเสนอสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างแนวเพรพพีและชุดทีมช่างในสนามแข่งด้วยแจ็กเก็ตบุนวมสีแดง เสื้อเชิ้ตช่างเครื่องสไตล์วาร์ซิตี้ และเดนิมที่ตัดเย็บอย่างประณีต เป็นสไตล์ที่ดูดีและมีเอกลักษณ์ ต่อยอดความสัมพันธ์อันยาวนานของ Tommy กับกีฬามอเตอร์สปอร์ต หากภาพยนตร์คือยานพาหนะ คอลเลกชันนี้ก็คือเครื่องแต่งกาย ซึ่งเป็นวิธีนำโลกของ F1 จากหน้าจอมาสู่สไตล์ในชีวิตประจำวัน
แม้จะมีการใช้พล็อตเรื่องตามสูตรสำเร็จอยู่บ้าง แต่ F1 ก็ไม่เคยดูถูกสติปัญญาของผู้ชม ภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงแค่หวังให้คุณพร้อมที่จะสนุกไปกับการเดินทาง และคุณจะสนุกกับมันอย่างแน่นอน นี่คือภาพยนตร์ซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ที่ไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่ถ่ายทอดออกมาด้วยความมุ่งมั่นและความรวดเร็ว จนการสร้างสิ่งใหม่กลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
เอื้อเฟื้อภาพโดย IWC Schaffhausen และ Tommy Hilfiger




