อนาคตของสไตล์ไทยบนเวทีแฟชั่นโชว์ ณ กรุงเทพมหานคร
กลุ่มนักศึกษาแฟชั่นไทยรุ่นใหม่เผยโฉมคอลเลกชันที่ตีความการแสดงออกถึงตัวตนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่อนาคตของการออกแบบในระดับภูมิภาค
เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์
ในบ่ายวันที่อากาศร้อนระอุของกรุงเทพฯ ที่ซึ่งความร้อนเคลื่อนตัวประหนึ่งลมหายใจระหว่างตึกระฟ้าและเสียงการจราจรที่ดังพึมพำอย่างเชื่องช้า บางสิ่งที่น่าตื่นเต้นได้เกิดขึ้นภายใน SWU House ไม่ใช่ความอึกทึกหรือการระเบิดที่รุนแรง แต่เป็นการค่อยๆ ปะทุขึ้นทีละน้อย ผลงานทั้งหมด 135 ลุคได้ปรากฏโฉมจากหลังม่าน เปรียบเสมือนสัญญาณไฟในภาพสโลว์โมชันว่า นี่คือหน้าตาของอนาคตแฟชั่นไทย และมันได้เริ่มต้นขึ้นที่นี่
งานแสดงผลงานจบการศึกษาประจำปีของวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นพื้นที่แห่งความทะเยอทะยาน งานฝีมือที่ประณีต ตลอดจนความเจ็บปวดและความภาคภูมิใจในการสร้างสรรค์เสมอมา โดยการแสดงครั้งนี้ประกอบด้วย 27 คอลเลกชันที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัย การทดลอง ความผิดพลาด และการปรับปรุงแก้ไขอย่างไม่ลดละตลอดระยะเวลา 11 เดือน
เหล่านักศึกษาทำงานภายใต้หัวข้อเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่งเสริมให้พวกเขาสำรวจเป้าหมายด้านนิเวศวิทยาของประเทศไทยควบคู่ไปกับคลังภูมิปัญญาและเทคนิคงานฝีมือท้องถิ่นอันลึกซึ้ง ทว่าไม่มีส่วนใดในโชว์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการสั่งสอนหรือถูกจำกัดกรอบ รูปทรงของเสื้อผ้ามีความแปลกใหม่เชิงทดลองแต่สามารถสวมใส่ได้จริง บางส่วนดูดิบเท่ และหลายส่วนดูสง่างาม
คอลเลกชันเหล่านี้ได้สำรวจขอบเขตของรูปทรงและฟังก์ชัน โดยมีการเล่นกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม พื้นผิวสังเคราะห์ และสัดส่วนที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่ให้ความรู้สึกเหนือจริงแต่ยังคงสวมใส่ได้ เป็นทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สร้างสรรค์และงานออกแบบเชิงวิพากษ์ที่หลอมรวมกันอยู่ในรูปแบบของเสื้อผ้า
การแสดงออกที่บริสุทธิ์
มีความอ่อนโยนอยู่ในคอลเลกชันเหล่านี้ เป็นความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นเมื่อความคิดถูกฟูมฟักมานานหลายเดือนประหนึ่งผิวหนังชั้นที่สอง บ่อยครั้งที่คอลเลกชันจบการศึกษามักถูกมองข้ามในระบบนิเวศแฟชั่นในวงกว้าง โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พื้นที่สำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ยังมีน้อยและถูกจำกัดอย่างเข้มงวด แต่ในห้วงเวลาเหล่านี้ เมื่อรันเวย์ยังไม่ใช่เรื่องของตลาดหรือชื่อเสียง แต่เป็นเรื่องของการแสดงออก เราจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เสื้อผ้าเหล่านี้มีความเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงในเรื่องราวที่บอกเล่า แต่รวมถึงวิธีที่พวกเขาส่งคำถามว่าแฟชั่นไทยจะเป็นอะไรได้บ้าง จะมีรูปลักษณ์อย่างไร หรือจะตอบโจทย์ใครได้บ้าง
สิ่งที่ปรากฏออกมาคือภาษาใหม่ที่ไม่ได้สื่อสารด้วยคำพูด แต่สื่อสารผ่านเนื้อผ้าและโครงสร้าง นักศึกษาไม่ได้ปฏิบัติกับภูมิปัญญาไทยในฐานะโบราณวัตถุ แต่เป็นสิ่งที่ยังมีชีวิตและสามารถปรับเปลี่ยนได้ เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ใช่การพยายามลอกเลียนอดีต แต่เป็นการใช้อดีตเป็นเครื่องมือในการออกแบบเพื่อมองไปข้างหน้า
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ดีไซเนอร์รุ่นนี้เป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง พวกเขากำลังนิยามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้งานฝีมือใหม่และถ่ายทอดออกมาเป็นอนาคตทางภาพลักษณ์ เราสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะของโชว์ ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนแต่ชัดเจนว่าไอเดียเล็กๆ เมื่อยึดมั่นด้วยความเชื่อมั่นที่มากพอ สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทั้งหมดได้ ในยุคที่แฟชั่นทั่วโลกถูกเรียกร้องให้ทำมากกว่าเดิม ให้ยั่งยืนขึ้น ครอบคลุมขึ้น และโปร่งใสขึ้น กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้กำลังตอบโจทย์เหล่านั้นด้วยความใฝ่รู้และความชัดเจน
พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด
เป็นเรื่องยากที่นักออกแบบรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นนี้โดยไม่ต้องยอมลดทอนตัวตนลง นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญมาก สำหรับนักศึกษาหลายคน นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พวกเขาจะได้นำเสนอคอลเลกชันตามเงื่อนไขของตนเองอย่างเต็มที่ ในทุกมิติ นี่คือจุดสูงสุดของทุกสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มา
และในขณะนี้ ด้วยแฟ้มสะสมผลงานในมือและไอเดียใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นประหนึ่งพายุ พวกเขากำลังก้าวลงจากรันเวย์เข้าสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้น โลกที่พวกเขาอาจไม่ได้รับการรับฟังในทันที แต่เป็นโลกที่พวกเขาได้เริ่มปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่แล้ว
หากโชว์นี้พิสูจน์อะไรได้สักอย่าง สิ่งนั้นคืออนาคตของแฟชั่นในภูมิภาคได้เริ่มขับเคลื่อนแล้ว และมันกำลังถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่ในนิวยอร์กหรือปารีส แต่เป็นที่นี่ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทีละลุคอย่างมั่นคง
ดีไซเนอร์ที่ร่วมแสดงผลงาน SARA JUNN. (@broccdisciples), Oscars Art Studio (Chonlachat Thongpradab), Labyrina (@celinajsh), Obsession Department และ Benjamin Archives
ภาพถ่ายโดยความอนุเคราะห์จาก Instagram/@Luliperb0i และ @fash24swu






